ทำได้ยังไง “ลุงบุญมี” ปลูกข้าวขายทั่วโลกปีละ 100 ล้าน “ไม่ใช้สารเคมี”

Last updated: Jan 16, 2020  |  406 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข่าวทั่วไป Update !!

ทำได้ยังไง “ลุงบุญมี” ปลูกข้าวขายทั่วโลกปีละ 100 ล้าน “ไม่ใช้สารเคมี”

     กระแสต่อต้านการใช้สารกำจัดศัตรูพืช”พาราคว็อต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส” นับวันจะแรงขึ้นเรื่อยๆแต่จะได้ผลหรือไม่ในอีกไม่กี่วันก็จะรู้คงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เรื่องนี้เหมือนเรื่องง่ายๆเพราะรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องทุกพรรคต่างก็เห็นด้วยหมด แต่ วงในว่ากันว่าคนที่ต่อต้านจริงๆไม่ใช่มีแค่พวกนักธุรกิจ พ่อค้าที่หากินกับสารพิษ แต่เป็นคนที่เกี่ยวข้องและเป็นผู้ดูแลประชาชนกลายเป็นผู้เสียประโยชน์เสียเอง จึงเล่นใต้ดินยื้อไม่ให้มีการยกเลิก

     การที่แรงต้านออกมาค่อนข้างแรงและชัดเจนก็เพราะกระแสคนรักสุขภาพมีความต้องการสินค้าเกษตรปลอดสารพิษมีมากขึ้นเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศประกอบกับกระแสความตื่นตัวของเกษตรกรก็หันมาปลุกพืชแนวทางเกษตรอินทร์มากขึ้นด้วย ที่หวาดวิตกว่าหากปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ต้นจะทุนจะเพิ่มผลผลิตจะไม่งามนั้นตอนนี้ในบ้านเรามีเกษตรกรไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จในการทำนาข้าวปลูกผักแบบอินทรีย์ ชนิดที่ไม่ต้องพึ่งสารเคมีแม้แต่นิดเดียว

     ที่ถือว่าเป็นต้นแบบของชาวนาที่ไม่ใช้สารเคมีและประสบความสำเร็จอย่างมากคือ”วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนอุ่มแสง(เกษตรทิพย์)”ที่ทำนาข้าวอินทรีย์ แปลงใหญ่ 20,000 ไร่ รวมพันธมิตรในเครือข่ายราวๆา1แสนไร่น่าจะเป็นนาข้าวอินทรีย์แปลงใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วย

     วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้เริ่มก่อตั้งครั้งแรกในปี 47โดยมีผู้นำเป็นชาวบ้านธรรมดาๆที่ชื่อ “บุญมี สุระโคตร” ที่เริ่มสังเกตเห็นว่าการปลูกข้าวที่ใช้สารเคมีชาวนาเป็นหนี้เป็นสินมาล้นพ้นตัวแถมมีปัญหาเรื่องสุขภาพเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยๆ จึงคิดหาออกทางว่าจะทำยังไง

     ในที่สุดคำตอบอยู่ที่การทำนาเกษตรอินทรีย์ จึงชักชวนคนที่มีอุดมการณ์คล้ายๆกันมาตอนแรกมีแค่47รายได้เงินลงขัน 6หมื่นกว่าบาทแต่ทุกวันนี้มีกว่า 1200ครอบครัวแล้วที่บอกว่าหากไม่ใช้สารเคมีต้นทุนจะเพิ่ม ผลผลิตไม่ดี นั้น ผมได้พูดคุยลุงบุญมี แกเล่าให้ฟังว่าการทำนาข้าวอินทรีย์ช่วย”ลดต้นทุนการผลิตข้าว”อย่างเห็นได้ชัด คนในหมู่บ้านก็มีสุขภาพดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้นผลผลิตข้าวก็งอกงามกว่าแต่ก่อนที่สำคัญข้าวสารอินทรีย์ขายได้ราคาดีกว่าข้าวสารที่ใช้สารเคมีตลาดต่างประเทศต้องการมากจนผลิตไม่ทัน แต่เกษตรกรต้องอดทนเมื่อทุกอย่างลงตัวคุมยิ่งกว่าคุ้ม

     ลุงบุญมียังบอกอีกว่า หัวใจสำคัญจริงๆเกษตรกรจะต้องมีความรู้”เรื่องดิน” ว่าดินที่ทำอยู่นั้นมีแร่ธาตุหรือไม่ มีความอุดมสมบูรณ์แค่ไหน ถ้าไม่มีจะทดแทนอย่างไร หรือต้องมีความรู้เรื่อง”เมล็ดพันธุ”ทั้งสองอย่างนี้สัมพันธ์กัน

     ทุกวันนี้ข้าวอินทรีย์ของอุ่มแสง ส่งขายต่างประเทศ 80% ตลาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่สหรัฐและ ยุโรปส่วนเอเชีย มีบ้างเล็กน้อยแต่ความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆที่เหลืออีก20% ขายในประเทศ ในอนาคตลุงบุญมีบอกว่าจะขายในประเทศมากขึ้นเพราะอยากให้คนไทยบริโภคข้าวปลอดสารเคมีมากๆส่วนยอดขายเท่าไหร่นั้นลุงบุญมีไม่ได้บอกแต่แอบรู้มาว่าปีนี้ใกล้ๆ100ล้านบาทโดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางในเมืองไทย ทำให้ไม่ต้องถูกกดราคา

     ลุงบุญมียังเล่าอีกว่า ส่งออกอินทรีย์ข้าวในนามชุมชนฯนั้น เป็น”เสน่ห์การตลาด”อย่างหนึ่งเพราะฝรั่งเขารู้ว่าหากซื้อข้าวไปบริโภคแล้วเงินถึงมือเกษตรกรแน่ๆทุกวันนี้ที่อุ่มแสงไม่ได้ส่งออกข้าวอย่างเดียวยังแปรรูปสินค้าที่ต่อยอดจากข้าวส่ออกมากมายหลายชนิด

     ความฝันของลุงบุญมีบอกว่า อยากทำให้ศรีสะะเกษบ้านเกิดเป็น”มหานครแห่งเกษตรอินทรีย์”และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์ เกษตรบริการ รองรับลุกค้าต่างประเทศที่ทุกวันนี้อยากมาเยี่ยมคนที่ปลูกข้าวให้เขากิน

                                 ครับคงอีกไม่นานเกินรอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
https://businesstoday.co/