"ตกงาน ถูกเลิกจ้าง" อย่าหมดหวัง ใช้สติพิจารณา 3 เทคนิคสู้ชีวิตดีกว่าเดิม

Last updated: Jan 16, 2020  |  402 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข่าวทั่วไป Update !!

"ตกงาน ถูกเลิกจ้าง" อย่าหมดหวัง ใช้สติพิจารณา 3 เทคนิคสู้ชีวิตดีกว่าเดิม

      มนุษย์เงินเดือน คนรับจ้างรายวัน หรือคนหาเช้ากินค่ำ อาจจะต้องวางแผนรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด หากต้อง "ตกงาน" ถูกเลิกจ้างแบบไม่ทันตั้งตัว หลายคนถึงกับเอามือมาก่ายหน้าผาก ไม่รู้จะต้องทำอย่างไรต่อจากนี้ "ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์" มีข้อแนะนำดีๆ มาฝากกับ 3 เทคนิครับมือหากต้องตกงานกะทันหัน "ถูกเลิกจ้าง" ว่างงานแบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อได้กำลังใจไปสู้ชีวิตต่อแล้ว ก็ต้องรับเดินหน้าต่อเพราะอนาคตที่สดใสรออยู่ เริ่มต้นจาก..

     1. สำรวจรายรับ รายจ่าย และ "หนี้" ในแต่ละเดือน

     - รายรับ รายจ่าย หรือหนี้ต้องชำระในแต่ละเดือน

     สิ่งแรกที่ควรจะทำเมื่อตั้งสติได้ คือ จดบันทึกรายรับ และรายจ่ายในแต่ละเดือน ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มว่างงาน หรือตกงาน ซึ่งการจดบันทึกนั้นจะทำให้เราเห็นว่า ค่าใช้จ่ายส่วนไหนจำเป็น และไม่จำเป็น สิ่งไหนควรตัดออกจากรายการ

     เมื่อทำบัญชีรายรับรายจ่ายช่วงที่ว่างงานแล้ว ควรตรวจสอบซ้ำว่า รายจ่ายไหนบ้างที่ไม่จำเป็น และควรตัดออกทันที เพื่อช่วยประหยัดเงินในช่วงที่กำลังมองหางานใหม่


     - เงินชดเชยว่างงานกรณีถูกเลิกจ้าง

     หากถูกเลิกจ้างกะทันหัน นายจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชยตามที่กระทรวงแรงงานระบุไว้ ดังนี้

     1. ลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 120 วัน หรือ 3 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ครบ 1 ปี จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 30 วัน หรือประมาณ 1 เดือน

     2. ลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 90 วัน หรือประมาณ 3 เดือน

     3. ลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 180 วัน หรือประมาณ 6 เดือน

     4. ลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 240 วัน หรือประมาณ 8 เดือน

     5. ลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 10 ปีขึ้นไป จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 300 วัน หรือประมาณ 10 เดือน

     นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างในประกันสังคม กรณีถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน หรือ 3 เดือน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท เช่น ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเงินเดือน 5,000 บาท


     2. หาช่องทางใหม่ อาชีพใหม่ ที่เหมาะกับตัวเอง

     เมื่อเรารู้รายรับ รายจ่ายที่จำเป็น ไปยื่นเอกสารกับประสังคมแล้ว ก็ควรไปขึ้น "ทะเบียนคนว่างงาน" ของกรมจัดหางาน (คลิก ที่นี่) โดยระหว่างรองานใหม่ หรือหางาน ควรหารายได้เสริม หรือหาเวลาไปอบรมเพื่อพัฒนาตัวเอง ที่สำคัญ ก่อนจะลงทุนทำอะไร ควรศึกษาให้ดีก่อน

     สำหรับ การฝึกอาชีพแบบระยะสั้น ที่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพได้ หรือฝึกทักษะให้มากขึ้น แนะนำให้ฝึกกับศูนย์ฝึกทักษะของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งบางแห่งไม่คิดค่าเรียน คิดเพียงค่าอุปกรณ์ หรือบางแห่งมีค่าลงทะเบียน แต่ราคาค่อนข้างถูก ไม่เกิน 2,500 บาท

     โดยการฝึกอาชีพส่วนใหญ่จะมีสาขาดังนี้ สาขาช่างยนต์ จักรยานยนต์ เทคโนโลยีจักรยานยนต์ เครื่องจักรยานยนต์ เครื่องยนต์แก๊สโซลีน เครื่องยนต์แก๊สโซลีนหัวฉีด เครื่องยนต์ดีเซล เครื่องล่างรถยนต์ ส่งกำลังรถยนต์ แก๊สรถยนต์ ไฟฟ้ารถยนต์ และปรับอากาศรถยนต์

     ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ช่างเครื่องเสียง-วิทยุ ช่างโทรทัศน์ ช่างโทรศัพท์เคลื่อนที่ ช่างแท็บเล็ต

     ช่างไฟฟ้ากำลัง มีดังนี้ เดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดมอเตอร์ ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดให้ความร้อน เครื่องทำความเย็น เครื่องปรับอากาศ

     คอมพิวเตอร์ธุรกิจ อาทิ พิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์เบื้องต้น คอมพิวเตอร์เพื่องานอาชีพ อินเทอร์เน็ตและการสร้างเว็บไซต์ การใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูป คอมพิวเตอร์เบื้องต้น ออกแบบเว็บไซต์ และบางแห่งยังเปิดสอนการซ่อมคอมพิวเตอร์ ทำกราฟิก วางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

     ภาษาต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น

     แฟชั่นและสิ่งทอ มีดังนี้ เสื้อผ้าสตรี สร้างแบบเสื้อผ้า ชุดสูทสตรี ออกแบบแฟชั่น ชุดชั้นในสตรี เสื้อผ้าบุรุษ ผลิตภัณฑ์งานผ้า การตัดเย็บเสื้อผ้า การทำผ้าบาติกและมัดย้อม

     อาหาร และโภชนาการ สอนทำคุกกี้ และเค้ก ขนมปังและพาย อาหารจีน อาหารไทย อาหารนานาชาติ

     นอกจากนี้ยังมี การจัดดอกไม้ ใบตอง และแกะสลัก การแกะสลักผักและผลไม้


     เสริมสวย แต่งผมสตรี ช่างซอยผม ช่างม้วนผม แต่งหน้า แต่งเล็บ ตัดผมสุภาพบุรุษ ซอยผมสุภาพบุรุษ รวมไปถึงการตัดแต่งขนสุนัข

     ทำเครื่องประดับ เช่น การทำตัวเรือนรูปพรรณและเครื่องประดับ การเจียระไนพลอย การตรวจสอบและวิเคราะห์อัญมณี

     นวดแผนไทยประยุกต์ นวดแผนไทย นวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ สปาผิวกาย สปาผิวหน้า นวดไทยสปา นวดตัว นวดฝ่าเท้า

     ผู้ที่สนใจ สามารถติดตามได้ที่ โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร มีดังนี้ ผู้ที่สนใจโทรสอบถามได้ที่กลุ่มงานการศึกษาอาชีพ สำนักพัฒนาสังคม โทร. 0-2247-9496 ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร 9 แห่ง มีดังนี้ 1.วัดธรรมมงคล พระโขนง 2.สวนลุมพินี 3.วัดวรจรรยาวาส บางคอแหลม 4.เขตบางพลัด 5.จตุจักร 2 (มีนบุรี) 6.วัดสุทธาวาส บางกอกน้อย 7.จตุจักร 8.บางกะปิ 9.เขตสะพานสูง

     ส่วนคนที่อยู่ต่างจังหวัด สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ วิทยาลัยสารพัดช่าง ของกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 12 แห่ง ของกระทรวงแรงงาน รวมถึง ศูนย์สงเคราะห์และฝึกอาชีพสตรี ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์


     3. ท้อได้ แต่อยากให้คิด ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน

     เราอาจจะเคยได้ยินมาว่า "ท้อได้แต่อย่าถอย" จริงๆ วลีนี้ก็เป็นคำปลอบใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ความเป็นจริง คนเราก็เกิดอาการ ท้อแท้ ได้ในชีวิต แต่สิ่งที่อยากจะบอก คือ "ท้อได้แต่อย่านาน" อย่าปล่อยให้ความท้อกัดกินพลังใจของเราไปจนหมด

     ส่วนคำว่า "อย่าถอย" ก็พอจะปลอบประโลมจิตใจได้ แต่หากการถอยครั้งนี้จะเป็นการถอยเพื่อก้าวไปยังมั่นคง เราก็ควรจะทำ อยากจะให้ท่องไว้เสมอ "วันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าเดิม เพราะความพยายามของเรา" กำลังใจยามท้อหาได้จากรอบตัวเรา มองหน้าครอบครัว มีแรงสู้แน่นอน

     เมื่อได้กำลังใจเพื่อการสู้ชีวิต มีงาน และรายได้แล้ว เทคนิคสำคัญต่อจากนี้ คือ "ควรสำรองเงินไว้ยามฉุกเฉิน" โดยวิธีง่ายๆ คือ ต้องมีเงินเก็บประมาณ 6 เท่า หรือ 6 เดือนของเงินที่ได้รับ รวมไปถึงต้องสำรองเงินไว้จ่ายหนี้ประมาณ 6 เท่าของยอดหนี้

     ยกตัวอย่างเช่น จอย มีเงินเดือน 20,000 บาท จอยต้องเก็บเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 120,000 บาท โดยจอยมีหนี้ที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนประมาณ 5,000 บาท เงินสำรองจ่ายหนี้ 6 เดือนของจอย 30,000 บาท เท่ากับจอยต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน 150,000 บาทนั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ไทยรัฐ