เหนือฟ้าใต้บาดาล : หลวงพ่อขาว..ขอทุกเรื่อง วัดมูลเหล็ก อ.บ้านสร้าง

Last updated: Jan 16, 2020  |  356 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข่าวทั่วไป Update !!

เหนือฟ้าใต้บาดาล : หลวงพ่อขาว..ขอทุกเรื่อง วัดมูลเหล็ก อ.บ้านสร้าง

     ศรัทธานำมาซึ่งปาฏิหาริย์ “หลวงพ่อขาว” วัดมูลเหล็ก อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี คลื่นกระแสจากผู้ศรัทธามากมายที่มาบนบาน ศาลกล่าวกันนั้นว่ากันว่า...ก็แล้วแต่ใครจะมาบนเรื่องอะไร เล่าลือเป็นเสียงเดียวกันด้วยว่า “ก็...ได้ทั้งนั้น”

     หากสมหวังดังประสงค์แล้วก็ให้มา “แก้บน” ตามที่บนกันเอาไว้ก็แล้วกัน อย่าได้ลืมเป็นเด็ดขาด... ส่วนใหญ่ที่เห็นสำเร็จดังหวังเรียกได้ว่ามีทุกเรื่อง ที่เห็นๆบางคนก็เอาหนังมาแก้...ลิเกมาแก้ พวงมาลัยก็เยอะ กล้วยน้ำว้า น้ำขวด น้ำอัดลม น้ำมะพร้าวอ่อน ผ้าป่า...กองเล็กๆแล้วแต่กำลังศรัทธา

     บางคนที่พอจะรู้ข่าวกันมาจะมาแก้บนปิดทองหลวงพ่อฯกลางเดือนสิบสองนี้ จะมีงานสมโภชใหญ่ “หลวงพ่อขาว”

     เราๆท่านๆ “ทำบุญ” เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ทำด้วยศรัทธาตามกำลังที่ตนมี เรียกว่าทำแล้วไม่เดือดร้อนตัวเอง และก่อให้เกิดประโยชน์กับใครได้อีกหลายๆคน กระนั้นเมื่อทำแล้วก็ตั้งหวังอยากที่จะให้ผลบุญนั้นส่งผลย้อนกลับมาทำให้ชีวิตของเรานั้นงอกงาม ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

     เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป...แน่นอนว่าหากทำด้วยแรงกิเลส ตั้งหวังผลบุญนำไปสู่ความโลภในทุกสรรพสิ่ง ด้วยความอยากได้ใคร่มีในเรื่องใดๆก็ตามแต่ ละทิ้งซึ่งศรัทธาแห่งการทำบุญ ย่อมไม่ใช่เป็นการทำบุญ

     หากแต่เป็นการตรงกันข้าม เดินหน้าไป... ในทางเสื่อม

     พลังการทำ “บุญ” ที่แท้จริงด้วยหัวใจบริสุทธิ์เป็นกุศลที่ใหญ่ยิ่ง ยิ่งร่วมมือร่วมใจร่วมแรงกันมาร่วมทำ “บุญใหญ่” ให้บรรลุผลสำเร็จก็ยิ่งเป็น “มหากุศล” ที่ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก

     บุญใหญ่งาน “ทอด กฐิน” ประจำปี...ปีนี้ที่ “วัดมูลเหล็ก” สะท้อนพลังศรัทธาที่เหนียวแน่นอีกครั้งหนึ่ง


     พลิกแฟ้มข้อมูล “กฐิน”...เป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุ ผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้วสามารถรับมานุ่งห่มได้ คำว่า “ทอดกฐิน”...หรือการกรานกฐิน เป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่ง ตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา หรือเรียกกันว่า “กฐินกาล”

     หมายถึงว่า “พระสงฆ์” สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้กำหนดระยะเวลาเพียง 1 เดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น

     วัตถุประสงค์สำคัญ คือสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ อนุเคราะห์ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุด การได้มาของผ้าไตรจีวรพระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐินจึงทำให้เกิดทาน

     พิธีการถวายผ้ากฐินหรือการทอดกฐินขึ้น จัดเป็นสังฆทานคือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจง ภิกษุรูปหนึ่งรูปใด ประเพณีการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนไทยมีมาช้านานแล้ว ซึ่งมีทั้ง “พิธีหลวง” และ “พิธีราษฎร์”...การถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญประจำปี

     บุญใหญ่งาน “ทอดกฐิน” ประจำปี ถ้าสังเกตจะเห็นว่าผู้คนจะแย่ง...ชิงถือ “ธงมัจฉา” กับ “ธงจระเข้” บางแห่งถึงขั้นต้องจับจองกันเอาไว้ล่วงหน้าเลยทีเดียว เพราะหนึ่งงานจะมีอย่างละหนึ่งธงเท่านั้น

     ด้วยมีศรัทธา เชื่อกันว่า...ใครที่ได้มาบูชานั้น เงินทองจะไหลมาเทมา โชคลาภจะไหลบ่าไม่ขาดสาย เปรียบเทียบไม่ต่างกับกระแสแรงศรัทธาของผู้คนที่ต่างมุ่งหน้ามางานทอดกฐินที่จะมากันเป็นประจำทุกปี เอาข้าวของเครื่องใช้ต่างๆมาถวายวัด เอาเงินทองมาร่วมทำบุญ


     ธงกฐินทั้ง 4 ก็คือ ธงจระเข้ ธงนางมัจฉา ธงตะขาบ ธงเต่า เคลือบแฝงเอาไว้ด้วยปริศนาธรรมแต่โบร่ำโบราณนานมาแล้ว “จระเข้”...สะท้อนให้เห็นภาพสัตว์ปากใหญ่ กินไม่อิ่ม หมายถึงความโลภ

     “ตะขาบ”...สัตว์มีพิษ เปรียบดั่งความโกรธที่อยู่ในหัวใจ คอยเผาจิตใจ วัดไหนปักธงนี้แสดงให้รู้กันว่ามีคนมาจองกฐินแล้ว ใครที่จะมาปวารณาทอดกฐินก็ให้ผ่านไปวัดอื่น ไม่ต้องมาไถ่ถามให้เสียเวลา

     “นางมัจฉา”...สะท้อนถึงเสน่ห์แห่งความงาม ชวนให้หลงใหลเคลิบเคลิ้ม ตัวแทนหญิงสาวหมายถึงความหลง ตามความเชื่อระบุว่า อานิสงส์จากการถวายผ้าแด่พระภิกษุสงฆ์จะส่งผลบุญให้มีรูปงาม

     “เต่า”...สัตว์ที่มีกระดองแข็งคอยคุ้มกันป้องกันภัย ความหมายเมื่อวัดปักธงเต่า เพื่อแสดงแจ้งให้รู้ว่าวัดนี้ทอดกฐินเรียบร้อยแล้ว โดยจะปลดลงในวันเพ็ญเดือน 12

     “เทศกาลการทอดกฐิน” อยู่กับสังคมไทยมาช้านานแล้ว แน่นอนว่า “ชาวพุทธ” ไทยเรานั้นให้ความสำคัญกับงานทอดกฐินมาก ถือเป็นงานบุญใหญ่ที่สุดงานหนึ่งที่จัดแค่ปีละครั้ง

     บางวัดที่มีผู้ศรัทธามากอาจจะมีคิวจองเป็นเจ้าภาพทอดกฐินล่วงหน้านับเป็นปีหรือหลายๆปี แสดงให้เห็นถึงความศรัทธา ความร่วมแรงร่วมใจที่จะสืบสานประเพณีเก่าแก่อย่างเข้มแข็ง

     “วัดมูลเหล็ก” บันทึกประวัติไว้โดย นายเช้า ต่อเชื้อ ผู้เรียบเรียง ตัดตอนย่นย่อ...ผู้ประทานนาม ปี พ.ศ.เท่าไรจำไม่ได้ สมเด็จพระมหาสมณ-เจ้า สกลสังฆปริณายก ออกตรวจการณ์คณะสงฆ์ฝ่ายหัวเมืองตะวันออก เสด็จทางเรือ ผ่านวัดบางแตน บางยาง บางเตย บางกระเบา...ชื่อวัดกับชื่อตำบลอันเดียวกันก็ทรงโปรด เมื่อถึงบ้านสร้างเป็น “วัดน้ำฉ่า” จึงตรัสให้เปลี่ยนเป็น “วัดบ้านสร้าง” เพื่อให้พ้องกับตำบล


     เมื่อผ่าน “วัดสโมสร” ตรัสถามว่าบ้านนี้เรียกบ้านอะไร มีผู้ทูลว่าบ้านต้นขี้เหล็ก จึงประทานนามว่า “วัดมูลเหล็ก” นับเป็นวัดธรรมยุติกนิกายวัดแรกและมีวัดเดียวในอำเภอบ้านสร้าง

     ปาฏิหาริย์ที่ได้เห็น...เรื่องราวตอนนี้เกี่ยวกับการสร้างโบสถ์ที่ยังคั่งค้าง ขลุกขลักฝืดเคือง มีอุปสรรคนานาประการ ครั้งหนึ่งท่านพระครูเจ้าอาวาสได้ไปพบพระอาจารย์ชม วัดเขาลันทาที่กรุงเทพฯโดยบังเอิญ ได้หลับตาดูสักประเดี๋ยวก็พูดว่า...ไม่รู้อะไรดำทะมึนอยู่ทางหลังโบสถ์และขาวโพลนอยู่ทางริมน้ำหน้าวัด นี่เองกระมังที่คอยขัดขวาง จึงสวดมนต์แผ่กุศลอยู่หนึ่งพรรษาแล้วกลับไปถามอีก...ท่านนั่งดูแล้วก็ว่าดำๆน่ะหายไปแล้ว

     “ยังอยู่แต่ขาวๆ ยังไม่ยอมไป แล้วท่านแนะต่อไปว่าสร้างพระขาวๆให้เขาสักองค์ก็แล้วกัน...จากนั้นก็เริ่มสร้างโบสถ์ต่อ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าราบรื่นดีมาก การเงินก็คล่องตัวแบบไหลมาเทมา...”

     “ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ไทยรัฐ