ของขวัญปีใหม่จาก กต. รุกให้บริการทั่วถึงทั่วโลก

Last updated: Jan 16, 2020  |  360 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข่าวทั่วไป Update !!

ของขวัญปีใหม่จาก กต. รุกให้บริการทั่วถึงทั่วโลก

     กระทรวงการต่างประเทศ ยุคที่มีนายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็น รมว.ต่างประเทศ และ นางบุษยา มาทแล็ง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ยังคงเดินหน้าด้านการทูตและทำงานเชิงรุก เพื่อเป้าหมายการสร้างความอยู่ดีมีสุขของคนไทย และส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติทุกด้านอย่างยั่งยืน

     ตามนโยบาย “การทูตเพื่อประชาชน” ที่มีกรมการกงสุล เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก ผลักดันงานบริการและโครงการใหม่ๆ ทั้งเชิงรุกและเชิงป้องกันให้แก่คนไทยทั้งในและต่างประเทศช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มุ่งหน้าพัฒนางาน บริการด้านกงสุลที่ก้าวหน้าทันสมัย


     ปี 2563 นี้ รมว.การต่างประเทศ ได้มอบนโยบายที่ยังคงความสำคัญให้ ประชาชน เป็นศูนย์กลางการบริการ หมั่นดูแล “ทุกข์สุข” คนไทยในต่างประเทศ เพื่อให้คนไทยไม่ว่าอยู่ที่ใดในโลกสามารถเข้าถึงบริการด้านกงสุลได้อย่างทั่วถึง เสมอภาค และได้รับความสะดวก

     นอกจากนี้ มุ่งพัฒนาและยกระดับ “หนังสือเดินทางไทย” ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล คนไทยสามารถเดินทางไปประเทศต่างๆได้อย่างเต็มภาคภูมิ


     นายชาตรี อรรจนานันท์ อธิบดีกรมการกงสุล เปิดเผยว่า กรมการกงสุล มีอายุครบ 20 ปี เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2562 จึงมุ่งต่อยอดแนวคิด “e-Consular เพื่อประชาชน” ที่ขับเคลื่อนงานกงสุลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทุกด้าน

     โดยกำหนดให้ปี 2563 นี้ มีเป้าหมายให้งานบริการกงสุลในทุกมิติมุ่งสู่ “Smart & Best Services” เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่คนไทยตลอดทั้งปี และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

     เริ่มจากการ ส่งท้ายปีเก่า-ทักทายปีใหม่ ด้วยการเปิดบริการพิเศษ คือ “ทำพาสปอร์ตได้ในวันเสาร์” เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวกในวันหยุด เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ 14 และ 21 ธ.ค.2562 และจะเปิดให้บริการต่อไปในวันเสาร์ที่ 11 และ 18 ม.ค.2563 ตั้งแต่เวลา 08.30-15.30 น.

     ที่สำนักงานหนังสือเดินทางในกรุงเทพฯ 4 แห่ง ได้แก่ 1.สนง.หนังสือเดินทางชั่วคราว ศรีนครินทร์ (ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค) 2.สนง.หนังสือเดินทางชั่วคราว ปิ่นเกล้า (อาคาร SC Plaza/สายใต้ใหม่) 3.สนง. หนังสือเดินทางชั่วคราว MRT คลองเตย และ 4.สนง. หนังสือเดินทางชั่วคราวมีนบุรี สําหรับการทำหนังสือเดินทางธรรมดา โดยจัดส่งทางไปรษณีย์ (EMS) โดยมีประชาชนมาใช้บริการจำนวนมาก

     นอกจากนี้ กรมการกงสุล ยังมีบริการพิเศษคือ “การให้บริการแปลเอกสารฟรีแก่ประชาชน” เป็นระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.2562-17 ม.ค.2563 ณ กรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ โดยเป็นการแปลเอกสารเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่เสียค่าแปล เฉพาะเอกสาร 19 ประเภทที่ประชาชนจะนำมา รับรองด้วยตนเองที่กรมการกงสุล


     เปิดตัว e-Passport ระยะที่ 3 สะดวก ทันสมัย เพิ่มหลายจุดบริการ ที่ผ่านมา คนไทยทำ หนังสือเดินทาง ประมาณ 2 ล้านเล่มต่อปี โดยมีจุดบริการทั่วประเทศคือ สนง.หนังสือเดินทางชั่วคราว 14 แห่งในต่างจังหวัด และ 5 แห่งในกรุงเทพฯ รวมทั้งในสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ 96 แห่งทั่วโลก

     ปี 2563 จะจัด “หน่วยบริการหนังสือเดินทางเคลื่อนที่” ไปให้บริการทำหนังสือเดินทางแก่ประชาชนในจังหวัดที่ไม่มีสำนักงานหนังสือเดินทางตั้งอยู่อีก 15 จังหวัด เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย

     โดยเน้นกลุ่มจังหวัดเมืองรองตามนโยบายของรัฐบาล อาทิ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ น่าน ระนอง บุรีรัมย์ อ่างทอง พังงา กาฬสินธุ์ สระแก้ว พิจิตร สกลนคร กระบี่ ยโสธร พะเยา และ หนองบัวลาภู


     สําหรับคนไทยที่พำนักอาศัยในต่างประเทศนั้น กรมการกงสุล ได้จัดสรรงบประมาณให้ สถานเอกอัครราชทูต และ สถานกงสุลใหญ่ ทั่วโลกจัด โครงการ “กงสุลสัญจร” ออกให้บริการทำหนังสือเดินทางอย่างสม่ำเสมอ

     กรมการกงสุล จะเปิดตัวโครงการ หนังสือ เดินทางอิเล็กทรอนิกส์ ระยะที่ 3 ในเดือน มิ.ย.2563 ซึ่งจะทำให้คนไทยมีหนังสือเดินทางที่ทันสมัย มีคุณลักษณะด้านความปลอดภัยที่สูงมากขึ้น สะดวกรวดเร็ว ลดเวลาการรับคำร้องจาก 20 นาที เหลือเพียง 12 นาที และการผลิตเล่มจาก 2 วันเป็นเพียง 1 วัน รวมทั้งเพิ่มอายุจากเดิม 5 ปีเป็น 10 ปี

     บริการรับรองนิติกรณ์เอกสาร เพิ่มอีก 1 แห่ง ในต่างจังหวัด ที่ สนง.เดินทางชั่วคราวพัทยา จ.ชลบุรี นอกเหนือจากที่กรมการกงสุล, เชียงใหม่, สงขลา, อุบลราชธานี และสถานีรถไฟฟ้า MRTคลองเตย กทม.

     การ “คุ้มครอง-ป้องกัน-เสริมสร้าง” เพื่อให้คนไทยอยู่ดีมีสุข โดย โครงการเชิงรุกด้าน กงสุล ปัจจุบัน มีคนไทยอาศัยอยู่ในต่างประเทศจำนวน 1.6 ล้านคน และไปท่องเที่ยวในต่างประเทศเกือบ 10 ล้านคน ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น

     แต่ด้วยขาดการเตรียมพร้อมก่อนเดินทางไปทำงาน ท่องเที่ยว หรือศึกษาต่อในต่างประเทศ ทำให้ประสบปัญหาเมื่อไปถึงต่างประเทศ ในปี 2562 ได้ให้ความช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์ในต่างประเทศประมาณ 20,000 คน

      ทั้งแรงงานผิดกฎหมาย แรงงานประมง หญิงไทยที่ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการไปเสี่ยงโชคหางานในต่างประเทศและหาคู่รักชาวต่างชาติผ่านสื่อโซเชียลด้วย

     ดังนั้น ปี 2563 กรมการกงสุลจึงให้ความสำคัญร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ ให้ความรู้แก่แรงงานและหญิงไทย เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อหลอกไปทำงานผิดกฎหมาย และปัญหาการใช้ชีวิตคู่ในต่างแดน

     ในปี 2563 กรมการกงสุลจะเน้นให้ความสำคัญกับภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่มีสถิติคนไทยถูกหลอกลวงไปค้าประเวณีจำนวนมาก โดยจะจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเจ้าหน้าที่กงสุลในภูมิภาค เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะการช่วยเหลือผู้ที่อาจเข้าข่ายเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และจะเริ่มที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

     ด้านการเสริมสร้าง กรมการกงสุลบูรณาการโครงการ หรือกิจกรรมกับหน่วยงานต่างๆ ภายใต้ “คณะกรรมการสหวิชาชีพ” สถานเอกอัครราชทูตและ สถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก และเครือข่าย “กงสุลอาสา” ในไทยและในต่างประเทศ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนไทยในต่างประเทศ

     ผ่านโครงการสนับสนุนกิจกรรมคนไทยกว่า 150 โครงการ ตามยุทธศาสตร์ 5H ในการ เสริมสร้างความรู้ (Head) สุขภาพ (Health) ทักษะอาชีพ (Hand) ที่พึ่งทางใจ (Heart) และ ความสามัคคี (Harmony) ให้แก่คนไทยที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ โดยจัดโครงการไปฝึกอาชีพให้นอกเหนือจากให้คำปรึกษาด้านต่างๆ

     การสนองนโยบายส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของการท่องเที่ยว การรักษาพยาบาล และการประชุมทางธุรกิจ กรมการกงสุลได้เปิดตัว “ไทย e-Visa” หรือระบบตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 ก.พ.2562 เป็นต้นมา

     สําหรับในปี 2563 มีแผนจะขยายการใช้ e-Visa ให้ครอบคลุมไปยังจีนทั้งประเทศ ไต้หวัน และภูมิภาคอเมริกาเหนือ เพราะสะดวกรวดเร็วและช่วยให้ ตม.คัดกรองบุคคลเข้าประเทศได้ง่าย เพื่อกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน โดยชาวต่างชาติยื่นขอวีซ่าเข้าไทยทุกประเภทผ่านทางออนไลน์ เว็บไซต์ www.thaievisa.go.th

     นี่เป็นแผนงานการทูตเพื่อประชาชนปี 2563 ของกรมการกงสุล ที่มีความมุ่งมั่นจะพัฒนาบริการและการดูแลแก่พี่น้องชาวไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศในระดับมาตรฐานสากล เข้าถึงได้ง่าย ลดภาระค่าใช้จ่าย

     ทั้งนี้ ติดตามการทำงานของ “กรมการกงสุล” ได้อย่างต่อเนื่องที่เว็บไซต์ www.consular.go.th และ facebook “กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ”.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กรมการกงสุล และไทยรัฐ