ยอดติดโควิดสะสมทั่วโลกทะลุ 3 ล้านราย WHO เตือนการระบาดยังไม่จบ

Last updated: Apr 28, 2020  |  280 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข่าวทั่วไป Update !!

ยอดติดโควิดสะสมทั่วโลกทะลุ 3 ล้านราย WHO เตือนการระบาดยังไม่จบ

     ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกทะลุ 3 ล้านรายแล้ว โดยเกือบ 1 ใน 3 อยู่ที่สหรัฐฯ ด้านองค์การอนามัยโลกเตือนว่า การระบาดยังไม่ยุติ

     เว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลไวรัสโคโรนา ของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮ็อปกินส์ ระบุว่า ยอดสะสมของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก เพิ่มขึ้นเป็น 3,012,484 รายแล้ว ในคืนวันจันทร์ที่ 27 เม.ย. 2563 โดยในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้วถึง 208,517 ศพ ขณะที่มีผู้ที่หายดีแล้ว 884,323 คน

     สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลก โดยยอดสะสมล่าสุดอยู่ที่ 978,680 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 55,118 ศพ และรักษาหายแล้ว 107,517 คน ขณะที่สเปนมีผู้ติดเชื้อสูงเป็นอันดับ 2 ที่ 229,424 ราย ตามด้วยอิตาลี 199,414 ราย


     อย่างไรก็ตาม หลังจากการระบาดดำเนินมานานหลายเดือน หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ที่ใช้เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสมรณะตัวนี้แล้ว โดยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สเปนซึ่งมีมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดที่สุดในโลก อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี ออกนอกบ้านได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน

     อิตาลีประกาศแนวทางการผ่อนคลายล็อกดาวน์ออกมาแล้วเมื่อวันอาทิตย์ ขณะที่ในสหรัฐฯ หลายรัฐเริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดให้ร้านค้าเปิดทำการได้บ้างแล้ว หลังจากอัตราผู้ติดเชื้อในพื้นที่เสี่ยงหลายจุด รวมทั้ง รัฐนิวยอร์กซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาด ลดลง ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่างแคนาดา ก็เริ่มพิจารณาคลายล็อกดาวน์แล้วเช่นกัน


     อย่างไรก็ตาม ดร.เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนในงานแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ ว่า การระบาดทั่วโลกของไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ ยังห่างไกลจากคำว่า ยุติ โดยพวกเขายังกังวลเรื่องทิศทางการระบาดในแอฟริกา, ยุโรปตะวันออก, ลาตินอเมริกา และในบางประเทศของทวีปเอเชีย

     “มีการรายงานผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตต่ำกว่าความเป็นจริงในหลายประเทศ ในภูมิภาคเหล่านี้ เพราะขีดความสามารถในการตรวจโรคที่ต่ำ” ดร.เทดรอสกล่าว “ไวรัสตัวนี้จะไม่ถูกกำจัดหากเราไม่สามัคคีกัน และถ้าเราไม่ร่วมมือกัน มันจะฉวยโอกาสจากช่องว่างระหว่างเรา สร้างหายนะต่อไป และจะต้องสูญเสียอีกหลายชีวิต”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮ็อปกินส์ และไทยรัฐ