เปิดแผนกรมทรัพยากรน้ำ สางปัญหาซ้อนปัญหาสถานการณ์น้ำผันผวน

Last updated: Jul 7, 2020  |  355 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข่าวทั่วไป Update !!

เปิดแผนกรมทรัพยากรน้ำ สางปัญหาซ้อนปัญหาสถานการณ์น้ำผันผวน

     แก้ "ท่วม-แล้ง" กลางฤดูฝน

     นี่คือสถานการณ์น้ำของประเทศไทยในปีนี้ ที่แม้ว่าจะเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 พ.ค.2563 แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เป็นไปตามคาด เพราะหลายพื้นที่ของประเทศยังต้องเผชิญ “แล้งจัด” ทั้งยังเจอภาวะ “ฝนทิ้งช่วง”


     ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่หลายพื้นที่เจอภัยแล้ง แต่อีกหลายพื้นที่อาจจะเจอน้ำท่วม โดยกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าในราวเดือน ส.ค.-ต.ค.2563 จะเกิดพายุโซนร้อนประมาณ 1-2 ลูกพัดเข้ามาในประเทศไทย จนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ต้องเตรียมรับมือกับปริมาณน้ำมหาศาล ประเทศยังต้องพยายามหาทางบริหารจัดการ “น้ำต้นทุน” ที่ส่อเค้าว่าจะขาดแคลนอย่างหนักไปพร้อมๆ กัน

     ถึงขนาดกองอำนวยการน้ำแห่งชาติระบุว่าต้องรัดเข็มขัดบริหารจัดการน้ำตามแผนอย่างเคร่งครัด

     นี่คือปัญหาซ้อนปัญหาของประเทศไทย ที่ต้องเผชิญทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วมในเวลาเดียวกัน


     “สถานการณ์น้ำที่ผันผวน กรมทรัพยากรน้ำเตรียมการช่วยเหลือภัยแล้ง และรับน้ำฝนไปพร้อมๆกันเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการ ให้กรมฯ เข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ และกำหนดมาตรการแก้ไข ลดผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ โดยแผนแก้ภัยแล้ง ได้ทำศูนย์ผลิตน้ำสะอาด จุดแจกจ่ายน้ำสะอาด และจุดสูบน้ำ พร้อมลงไปช่วยเหลือภัยแล้งในพื้นที่เกษตร ไม้ผลยืนต้นในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำจำนวน 370,000 ไร่ ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน อาทิ ในพื้นที่ระยอง จันทบุรี ที่ปลูกผลไม้เป็นจำนวนมาก ซึ่งไม้ผลเหล่านี้ต้องใช้ปริมาณน้ำมาก โดยการจัดหาแหล่งน้ำสนับสนุน และสูบน้ำช่วยเหลือได้ตามเป้าหมาย จำนวนกว่า 97 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถสูบน้ำแจกจ่ายน้ำสะอาดได้กว่า 16 ล้านลิตร ประชาชนได้รับประโยชน์ 425,000 ครัวเรือน จำนวน 1,368,000 คน ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 204,000 ไร่” นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวถึงบทบาทในการแก้ปัญหาน้ำของประเทศ

     ส่วนการเตรียมรับฝนและน้ำท่วมได้บริหารจัดการน้ำ โดยอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ต่างๆ อีกทั้งได้มีการวางแผนสนับสนุนน้ำในโครงการต่างๆที่สนับสนุนน้ำต้นทุนในการผลิตทางการเกษตร โดยปีงบประมาณ 2563 กรมทรัพยากรน้ำ วางแผนเพิ่มน้ำต้นทุนผ่านโครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มขึ้นอีก 145 แห่ง เมื่อแล้วเสร็จประเทศไทยจะมีปริมาณกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น 160 ล้าน ลบ.ม. ประชาชนจะได้รับประโยชน์กว่า 70,000 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรจะได้น้ำกว่า 186,000 ไร่ และยังขอสนับสนุนโครงการฯ งบกลาง เพิ่มเติมอีก 35 โครงการ วงเงิน 496 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 33,111 ไร่ ครัวเรือนได้รับประโยชน์กว่า 7,050 ครัวเรือน และได้ขอสนับสนุนงบประมาณจากงบเงินกู้ 727 โครงการ วงเงิน 248 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 602,779 ไร่ ครัวเรือนได้รับประโยชน์กว่า 163,750 ครัวเรือน คาดว่าเมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มน้ำต้นทุนรวม 413 ล้าน ลบ.ม.


     “กรมทรัพยากรน้ำต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำมีเพียงพอสำหรับความต้องการใช้น้ำตลอดฤดูฝน 2563 และต้องเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งในช่วงปลายปี 2563 ต่อเนื่องไปถึงก่อนฤดูฝน ปี 2564” อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวย้ำอย่างหนักแน่น

     นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำขยายผล “โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 3 ตำบล แก้วิกฤติท่วม–แล้ง พิจิตร–พิษณุโลก” โครงการถังเก็บน้ำ พร้อมระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อกักเก็บน้ำระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์หรือที่เรียกว่า “พิจิตรโมเดล” ไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ

     “การจัดหาแหล่งน้ำและแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ เป็นหน้าที่ของกรมทรัพยากรน้ำ โดยใช้หลักการโครงการแก้มลิง ขุดลอกหนองน้ำ แหล่งน้ำ ให้สามารถรับน้ำในฤดูฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง ขณะเดียวกันมีโครงการอ่างพวง ที่เชื่อมห้วย คลอง หนองน้ำ เข้าด้วยกันโดยน้ำสามารถไหลถึงกันทั้งหมด รวมทั้งโครงการประตูระบายน้ำ โครงการระบบเครือข่ายน้ำ ที่เราใช้เป็นแนวทางในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ต่างๆ เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค ขณะเดียวกันก็บรรเทาปัญหาน้ำท่วมให้กับประชาชน และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับทำการเกษตร ทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บกักและระบายน้ำได้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำบริเวณเขตพื้นที่โครงการ ซึ่งถ้าขยายผลไปทั่วประเทศ จะแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมได้อย่างเป็นระบบ” นายภาดล กล่าว


     “ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่า ท่ามกลางปัญหาซ้อนปัญหาเรื่องน้ำ การแก้ปัญหาอย่างครบวงจรของกรมทรัพยากรน้ำ อาจจะเป็นอีกหนึ่งในแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ อย่างน้อยก็ช่วยลดความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับน้ำท่วมและภัยแล้งที่เป็นปัญหาซ้ำซากของประเทศไทยให้บรรเทาลง

     ดังนั้น การบริหารจัดการระบบน้ำในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสางวิกฤติ “น้ำท่วม–น้ำแล้ง” อย่างมั่นคงและยั่งยืนน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตอบโจทย์ของประเทศ

     เพื่อลดความทุกข์ สร้างความสุขและการอยู่ดีกินดีให้คนไทย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กรมทรัพยากรน้ำ และไทยรัฐ