Inequality: ผลกระทบของวิกฤต COVID-19 ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในโลก

Last updated: 2021-04-20  |  268 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Inequality: ผลกระทบของวิกฤต COVID-19 ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในโลก

Inequality: ผลกระทบของวิกฤต COVID-19 ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในโลก

ขอขอบคุณ
ผู้เขียน: พงศกร ศรีสกาวกุล
เผยแพร่ในการเงินธนาคาร คอลัมน์ เกร็ดการเงิน วันที่ 20 เม.ย. 2021

       วิกฤต COVID-19 เกิดขึ้นในช่วงที่โลกมีความเหลื่อมล้ำทั้งทางด้านสินทรัพย์และรายได้ในระดับที่สูงมาก หากพิจารณาการขยายตัวของรายได้ของประชากรโลก ในช่วงหลายทศวรรษก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 จะพบว่า ประชากรกลุ่มที่มีรายได้สูงได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สูงกว่าประชากรที่มารายได้ต่ำค่อนข้างมาก โดยข้อมูลจาก World Inequality Report 2018 ของ World Inequality Lab1 บ่งชี้ว่า 27% ของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 1980 ถึง 2016 ตกไปอยู่กับประชากรกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด 1% แรก (Top 1%) ในขณะที่ประชากรกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (Bottom 50%) ได้รับผลประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียง 12% (รูปที่ 1 ซ้ายมือ) นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Global wealth report 2019 จาก Credit Suisse2 ก็ระบุว่า ประชากรที่ถือครองสินทรัพย์สูงสุด 1% ก็มีสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ในอัตราที่สูงมากในปี 2019 ทั้งในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักและตลาดเกิดใหม่ และมีสัดส่วนที่ปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับ 20 ปีก่อน (รูปที่ 1 ขวามือ)

รูปที่ 1 : โลกมีความเหลื่อมล้ำทั้งทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูงมากก่อนเกิดวิกฤต COVID-19


ที่มา : World Inequality Lab และ Credit Suisse

       วิกฤต COVID-19 ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำปรับสูงขึ้น โดยความมั่งคั่งของกลุ่มผู้มีรายได้สูงใช้เวลาเพียง 9 เดือนในฟื้นตัวกลับสู่ก่อน COVID-19 ในขณะที่มีรายได้น้อยอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวมากกว่าทศวรรษ โดย ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2020 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของโลกอยู่ในระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อนวิกฤต COVID-19 หลังจากนั้น ด้วยความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดการเทขยายสินทรัพย์ทางการเงินอย่างต่อเนื่องจนกระทั้งถึงวันที่ 18 มีนาคม 2020 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์โลกปรับลดลง -31.1% โดยรายงาน Global wealth report 2020 ระบุว่าทรัพย์สินของคนที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดในโลก 1,000 คนแรก มีมูลค่าที่ปรับลดลงในอัตราที่ใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ดีรายงงาน The Inequality Virus จาก Oxfam3บ่งชี้ว่าทรัพย์สินของคนเหล่านี้ฟื้นตัวตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ จนกลับสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน หรือใช้เวลาราว 9 เดือนเท่านั้น (รูปที่ 2 ซ้ายมือ) แต่หากพิจารณาการฟื้นตัวของผู้ที่มีรายได้ต่ำจะได้ภาพที่แตกต่างกันมาก โดยผลกระทบจาก COVID-19 จะทำให้ประชากรที่มีรายได้ต่ำว่าเส้นความยากจน (ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5.5 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อวัน) ปรับสูงขึ้นมากกว่า 100 ล้านคน และจะใช้เวลาราว 5 ปี กว่าจำนวนประชากรกลุ่มดังกล่าวจะลดลงจนเท่ากับระดับก่อนวิกฤต COVID-19 (ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าเศรษฐกิจโลกสามารถขยายตัวได้เท่ากับค่าเฉลี่ยในอดีต) อย่างไรก็ดี วิกฤต COVID-19 อาจทำให้อัตราความเหลื่อมล้ำทางรายได้เพิ่มสูงขึ้น โดยหากสมมุติให้ดัชนีวัดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (Gini Coefficient) เพิ่มขึ้นปีละ 2% จำนวนผู้ที่มีรายได้ต่ำว่าเส้นความยากจนอาจใช้เวลามากกว่าทศวรรษ ในการกลับสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 (รูปที่ 2 ขวามือ)

รูปที่ 2 : ความมั่งคั่งของกลุ่มคนรายได้สูงใช้เวลาเพียง 9 เดือนในฟื้นตัวกลับสู่ก่อน COVID-19 ในขณะที่กลุ่มรายได้น้อยอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวมากกว่าทศวรรษ


ที่มา : Bloomberg World Bank และ Oxfam

       วิกฤต COVID-19 ไม่ได้ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในด้านอื่น ๆ ด้วย ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา และด้านความมั่นคงในการดำรงชีวิต

         - ประชากรที่มีรายได้ต่ำมีโอกาสเสียชีวิตจาก COVID-19 สูงกว่าประชากรที่มีรายได้สูง และการเข้าถึงวัคซีนของประเทศพัฒนาแล้วก็สูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ โดยงานศึกษาจาก Imperial College COVID-19 response team4พบว่าในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง การระบาดของ COVID-19 ทำให้คนที่มีฐานะยากจนมีโอกาสเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับคนที่มีฐานะร่ำรวย ซึ่งปัจจัยส่วนหนึ่งเป็นผลจากประชากรที่มีรายได้ต่ำ ต้องพึ่งพาระบบสาธารณสุขของรัฐ ซึ่งมีคุณภาพและความพร้อมที่ต่ำกว่าการรักษาพยาบาลของเอกชน เช่น ในประเทศแอฟริกาใต้ ระบบการรักษาพยาบาลของรัฐต้องรองรับประชากร 84% ของประเทศ แต่มีหมอเพียง 30% ของทั้งหมด ขณะที่การรักษาพยาบาลของเอกชนรองรับประชากรเพียง 16% แต่มีหมอสูงถึง 70%5 นอกจากนี้ การเข้าถึงวัคซีน COVID-19 ของประเทศพัฒนาแล้วก็สูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาค่อนข้างมาก โดย The Economist Intelligence Unit ประเมินว่าประเทศพัฒนาแล้วจะได้รับวัคซีนจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ภายในกลางปี 2022 แต่ภูมิคุ้มกันหมู่จะเกิดในประเทศกำลังพัฒนาเร็วที่สุดในปี 20236

         - ประเทศที่มีรายได้ต่ำต้องเผชิญกับการปิดสถานที่ศึกษาที่ยาวนานกว่าประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าในระยะยาว โดยการผลสำรวจของ UNESCO UNICEF และ World Bank7บ่งชี้ว่ากลุ่มประเทศรายได้ต่ำต้องปิดสถานศึกษาที่ยาวนานถึงเกือบ 4 เดือนในการควบคุมโรคระบาด ในขณะที่กลุ่มประเทศรายได้สูงปิดสถานศึกษาเพียง 6 อาทิตย์ ซึ่งศึกษาจาก Global Labor Organization (GLO)8เผยว่าผลกระทบของการปิดสถานศึกษาอาจทำให้ผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) ปรับลดลง ซึ่งจะบั่นทอนความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาคตและกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว นอกจากนี้ นักศึกษาที่มีฐานะยากจนยังเผชิญกับอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถเรียนทางไกล (Distance learning) ได้ อาทิ ประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาและแคริบเบียน มีนักศึกษาจากครอบครัวยากจนเพียง 30% ที่สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ แต่ 95% ของนักเรียนจากครอบครัวร่ำรวยสามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้9

         - วิกฤต COVID-19 ส่งผลให้อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีแรงงานจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิแรงงานอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะแรงงานที่มีค่าแรงต่ำ โดยอัตราการว่างงานในกลุ่มประเทศ OECD ปรับสูงขึ้นในเดือนเมษายน 2020 มาอยู่ที่ 8.8% สูงกว่าช่วงวิกฤตการเงินในปี 2008 แม้ในเดือนมกราคม 2021 อัตราการว่างงานจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 6.8% แต่ก็ยังห่างไกลจากระดับก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 ที่ราว 5.4% ซึ่งงานศึกษาภาวะตลาดแรงงานกว่า 103 ประเทศ โดย Oxfam และ Development Finance International บ่งชี้ว่ามีแรงงานอย่างน้อย 1 ใน 3 ที่ไม่ได้รับสิทธิแรงงานและการคุ้มครอง เช่น การได้รับค่าจ้างในกรณีที่เจ็บป่วย10โดยเฉพาะแรงงานที่มีรายได้ต่ำ11นอกจากนี้ แรงงานที่มีรายได้ต่ำส่วนมากเป็นแรงงานที่ไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้โดยในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป มีเพียง 3% ของแรงงานที่มีรายได้ต่ำที่สุดสามารถทำงานจากที่บ้านได้ ขณะที่กลุ่มแรงงานรายได้สูงสุดมีแรงงานที่สามารถทำงานจากบ้านได้สูงถึง 74%12

       โดยสรุป วิกฤต COVID-19 ส่งผลกระทบอย่างมีนัยต่อสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของโลกในด้านเศรษฐกิจ โดยสินทรัพย์ของผู้ที่มีรายได้สูงสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่จำนวนประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนอาจต้องใช้ระยะเวลามากกว่าทศวรรษ กว่าจะฟื้นตัวสู่ระดับเท่ากับก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 นอกจากนี้ ผลกระทบของวิกฤต COVID-19 ยังทำให้ความเหลื่อมล้ำในด้านอื่น ๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา และด้านความมั่นคงในการดำรงชีวิต

1 World Inequality Lab. WORLD INEQUALITY REPORT 2018 (December 2017)
2 Credit Suisse. Global wealth report 2020 (October 2020)
3 Oxfam. The Inequality Virus (Jan 2021)
4 Equity in response to the COVID-19 pandemic: an assessment of the direct and indirect impacts on disadvantaged and vulnerable populations in low- and lower middle-income countries (May 2020)
5 Oxfam South Africa. The Right to Dignified Healthcare Work is a Right to Dignified Health Care for All (July 2020)
6 The Economist. More than 85 poor countries will not have widespread access to coronavirus vaccines before 2023 (Jan 2021)
7 UNESCO, UNICEF, and the World Bank. What Have We Learnt? Overview of findings from a survey of ministries of education on national responses to COVID-19. (October 2020)
8 Lost Wages: The COVID-19 Cost of School Closures. GLO Discussion Paper No 548. (May 2020)
9 M. Busso and J. Camacho Munoz. Pandemic and Inequality: How Much Human Capital Is Lost When Schools Close? Ideas (April 2020)
10 M. Martin et al. Fighting inequality in the time of COVID-19: The Commitment to Reducing Inequality Index 2020. (October 2020)
11 M. Fisher and E. Bubola. As Coronavirus Deepens Inequality, Inequality Worsens Its Spread. (March 2020)
12 EU Science Hub. JRC analyses COVID-19 impact on economy and labor markets to help guide EU response. (August 2020)

#tmasianfood
#น้ำพริกปลาทูหอมตราแม่ละมัย
#ปลาทูหอมตราเชฟเฮ้าส์
#ปลาทูนึ่งตราแม่ละมัย

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้